ในยุคปัจจุบันที่ผู้คนหันมาใส่ใจสุขภาพกันมากขึ้น ธุรกิจอาหารเสริมและวิตามินต่างๆ เติบโตอย่างก้าวกระโดด ผลิตภัณฑ์มากมายถูกนำเสนอผ่านสื่อสังคมออนไลน์พร้อมคำโฆษณาชวนเชื่อที่อ้างสรรพคุณเกินจริง ตั้งแต่การช่วยให้ผิวขาวกระจ่างใสภายในไม่กี่วัน ไปจนถึงการรักษาโรคร้ายแรงให้หายขาด ความต้องการทางลัดในการดูแลสุขภาพนี้ทำให้ผู้บริโภคจำนวนมากตกเป็นเหยื่อของการตลาด เสียเงินก้อนโตโดยไม่ได้ผลลัพธ์ตามที่หวัง หรือร้ายแรงที่สุดคือการได้รับผลข้างเคียงที่ทำลายตับและไตอย่างถาวร การมีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับอาหารเสริมจึงเป็นเกราะป้องกันสำคัญที่จะช่วยให้คุณเลือกบริโภคได้อย่างปลอดภัยและคุ้มค่าเงินมากที่สุด
ความจริงเกี่ยวกับอาหารเสริม สิ่งที่ควรรู้ก่อนตัดสินใจซื้อ
สิ่งแรกที่ผู้บริโภคต้องทำความเข้าใจให้ถูกต้องคือ ความแตกต่างระหว่างอาหารเสริมและยารักษาโรค อาหารเสริมมีหน้าที่ตามชื่อคือ การเสริมสารอาหารบางประการที่ร่างกายอาจได้รับไม่เพียงพอจากมื้ออาหารปกติ ไม่ใช่สิ่งที่จะมาทดแทนอาหารมื้อหลักได้ และไม่มีคุณสมบัติในการรักษา บรรเทา หรือป้องกันโรคใดๆ ทั้งสิ้น
การโฆษณาที่ระบุว่าผลิตภัณฑ์สามารถรักษาโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง หรือมะเร็งได้นั้น ถือเป็นการโฆษณาที่ผิดกฎหมายและหลอกลวงผู้บริโภคอย่างชัดเจน นอกจากนี้ คำว่า สารสกัดจากธรรมชาติ 100% ไม่ได้เป็นเครื่องการันตีความปลอดภัยเสมอไป เพราะสารธรรมชาติหลายชนิดสามารถก่อให้เกิดอาการแพ้ หรือมีพิษต่อร่างกายได้หากได้รับในปริมาณที่มากเกินไป
หลักการเลือกซื้ออาหารเสริมให้ปลอดภัย ไม่ตกเป็นเหยื่อการตลาด
การเลือกซื้ออาหารเสริมในปัจจุบันจำเป็นต้องใช้ความระมัดระวังอย่างสูง เพื่อหลีกเลี่ยงสินค้าปลอม สินค้าไม่ได้มาตรฐาน หรือสินค้าที่ลักลอบใส่สารอันตราย โดยมีหลักเกณฑ์ในการพิจารณาดังนี้
ตรวจสอบเลขทะเบียนอยู่อย่างละเอียด
ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมที่ถูกต้องตามกฎหมายจะต้องผ่านการตรวจสอบและขึ้นทะเบียนกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เสมอ ผู้บริโภคควรนำเลขสารบบอาหารไปตรวจสอบในระบบฐานข้อมูลของ อย. โดยตรง เพื่อเช็คว่าชื่อผลิตภัณฑ์ ชื่อผู้ผลิต และประเภทของอาหารตรงกับที่ระบุไว้บนฉลากจริงหรือไม่ เนื่องจากปัจจุบันมีมิจฉาชีพจำนวนมากที่นำเลข อย. ของผลิตภัณฑ์อื่นมาสวมรอย
พิจารณาความน่าเชื่อถือของผู้ผลิตและผู้จัดจำหน่าย
ควรเลือกซื้อผลิตภัณฑ์จากแบรนด์ที่มีชื่อเสียง มีโรงงานผลิตที่ได้มาตรฐานสากล เช่น GMP (Good Manufacturing Practice) หรือ ISO และควรซื้อจากแหล่งจัดจำหน่ายที่น่าเชื่อถือ เช่น ร้านขายยา โรงพยาบาล หรือร้านค้าอย่างเป็นทางการของแบรนด์นั้นๆ หลีกเลี่ยงการซื้อจากบัญชีบุคคลทั่วไปในสื่อสังคมออนไลน์ที่ไม่มีตัวตนชัดเจน หรือสินค้าที่ตั้งราคาถูกผิดปกติ
อ่านฉลากโภชนาการและส่วนประกอบ
ฉลากของอาหารเสริมที่ดีต้องระบุข้อมูลอย่างชัดเจนเป็นภาษาไทย ประกอบด้วยชื่อสารอาหาร ปริมาณของสารสกัดแต่ละชนิด คำเตือนในการบริโภค วันเดือนปีที่ผลิตและหมดอายุ รวมถึงข้อมูลของผู้ผลิต หากผลิตภัณฑ์ใดไม่มีการระบุส่วนประกอบอย่างชัดเจน หรือใช้ภาษาที่คลุมเครือ ควรหลีกเลี่ยงทันที
วิธีการรับประทานอาหารเสริมให้ได้ผลลัพธ์สูงสุดและปลอดภัย
การซื้ออาหารเสริมที่ดีมาแล้ว ไม่ได้แปลว่าจะเกิดประโยชน์หากรับประทานอย่างไม่ถูกวิธี การรับประทานสารอาหารเสริมให้ร่างกายดูดซึมได้ดีที่สุดและไม่เกิดอันตราย มีข้อควรปฏิบัติดังต่อไปนี้
รับประทานให้ถูกเวลาตามชนิดของวิตามิน
วิตามินแต่ละชนิดมีกลไกการละลายและการดูดซึมที่แตกต่างกัน การเลือกเวลารับประทานจึงส่งผลต่อประสิทธิภาพอย่างมาก
-
วิตามินที่ละลายในไขมัน เช่น วิตามินเอ วิตามินดี วิตามินอี และวิตามินเค ควรรมรับประทานพร้อมอาหารหรือหลังอาหารทันทีที่มีไขมันเป็นส่วนประกอบ เพื่อช่วยในการดูดซึม
-
วิตามินที่ละลายในน้ำ เช่น วิตามินซี และวิตามินบีรวม ร่างกายสามารถดูดซึมได้ง่าย สามารถรับประทานก่อนหรือหลังอาหารก็ได้ แต่สำหรับวิตามินซีที่มีฤทธิ์เป็นกรด การรับประทานหลังอาหารจะช่วยลดการระคายเคืองกระเพาะอาหารได้ดีกว่า
-
แคลเซียม ควรรับประทานพร้อมอาหารและแบ่งทานเป็นมื้อย่อยๆ เนื่องจากร่างกายสามารถดูดซึมแคลเซียมได้จำกัดในแต่ละครั้ง (ไม่เกิน 500 มิลลิกรัมต่อครั้ง)
ไม่รับประทานสารอาหารที่ซ้ำซ้อนกัน
ผู้บริโภคหลายคนมักซื้ออาหารเสริมมาทานร่วมกันหลายๆ ตัวโดยไม่ได้ดูส่วนประกอบอย่างละเอียด ตัวอย่างเช่น การทานวิตามินรวมควบคู่ไปกับอาหารเสริมเฉพาะทางที่มีส่วนผสมของวิตามินชนิดเดียวกันอยู่แล้ว การทำเช่นนี้อาจทำให้ร่างกายได้รับสารอาหารนั้นเกินขนาดที่จำเป็น ซึ่งวิตามินบางชนิด เช่น วิตามินเอ และวิตามินดี หากสะสมในร่างกายมากเกินไปจะส่งผลเสียต่อตับและระบบประสาท
ระมัดระวังปฏิกิริยาระหว่างอาหารเสริมกับยาปฏิชีวนะ
สำหรับผู้ที่มีโรคประจำตัวและต้องรับประทานยาแผนปัจจุบันเป็นประจำ การทานอาหารเสริมจำเป็นต้องปรึกษาแพทย์อย่างเคร่งครัด เพราะอาหารเสริมหลายชนิดสามารถเข้าไปลดประสิทธิภาพของยา หรือเสริมฤทธิ์ของยาจนเกิดอันตรายได้ เช่น สารสกัดจากแปะก๊วย กระเทียมอัดเม็ด หรือน้ำมันปลา มีฤทธิ์ช่วยต้านการแข็งตัวของเลือด หากรับประทานร่วมกับยาละลายลิ่มเลือด จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะเลือดไหลไม่หยุด
สัญญาณเตือนเมื่อร่างกายได้รับผลข้างเคียงจากอาหารเสริม
ในระหว่างที่รับประทานอาหารเสริม หากร่างกายเกิดความผิดปกติ ควรรีบหยุดรับประทานทันทีและสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด อาการข้างเคียงที่พบบ่อยและควรระวังมีดังนี้
อาการระบบทางเดินอาหาร
มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง ท้องเสีย หรือมีแก๊สในกระเพาะอาหารมากผิดปกติ อาการเหล่านี้มักเกิดจากการที่กระเพาะอาหารเกิดการระคายเคืองต่อตัวสารสกัด หรือร่างกายไม่สามารถย่อยและดูดซึมสารอาหารเหล่านั้นได้หมด
อาการแสดงออกทางผิวหนังและระบบภูมิคุ้มกัน
เกิดผื่นคันขึ้นตามตัว หน้าบวม ปากบวม หายใจติดขัด หรือมีไข้ต่ำๆ อาการเหล่านี้บ่งชี้ถึงภาวะการแพ้สารประกอบบางชนิดในอาหารเสริม ซึ่งต้องรีบไปพบแพทย์ทันทีเนื่องจากอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต
อาการทำงานผิดปกติของตับและไต
ตับและไตเป็นอวัยวะหลักที่ทำหน้าที่กรองและขับสารตกค้างออกจากร่างกาย หากรับประทานอาหารเสริมที่ไม่ได้มาตรฐานหรือเกินขนาดเป็นเวลานาน อาจทำให้เกิดภาวะตับอักเสบหรือไตวาย สัญญาณเตือนคือ ปัสสาวะมีสีเข้มจัด ตัวเหลืองตาเหลือง มีอาการอ่อนเพลียเรื้อรัง และมีอาการบวมน้ำตามใบหน้าและขา
https://images.unsplash.com/photo-1584017911766-d451b3d0e843?auto=format&fit=crop&w=1200&q=80
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
คำถาม: การรับประทานวิตามินซีในปริมาณสูงๆ ทุกวัน ช่วยป้องกันไข้หวัดและทำให้ผิวขาวขึ้นได้จริงหรือไม่
คำตอบ: ร่างกายมนุษย์มีความสามารถในการดูดซึมวิตามินซีจำกัดในแต่ละวัน โดยส่วนที่เกินความจำเป็นจะถูกขับออกทางปัสสาวะ การรับประทานวิตามินซีในปริมาณที่สูงเกินกว่า 2000 มิลลิกรัมต่อวันติดต่อกัน นอกจากจะไม่ช่วยให้ผิวขาวขึ้นแล้ว ยังเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดนิ่วในไตและอาการท้องเสียอีกด้วย
คำถาม: ป้อนอาหารเสริมประเภทวิตามินให้เด็กเล็กรับประทานเพื่อเพิ่มความสูงหรือช่วยให้เจริญอาหารได้ไหม
คำตอบ: ไม่ควรซื้ออาหารเสริมให้เด็กรับประทานเองโดยเด็ดขาด ร่างกายของเด็กเล็กยังเจริญเติบโตไม่เต็มที่ ระบบตับและไตยังทำงานได้ไม่สมบูรณ์เท่าผู้ใหญ่ การได้รับวิตามินเกินขนาดอาจส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโตตามธรรมชาติ หากพบว่าเด็กมีปัญหาเรื่องการกินหรือการเจริญเติบโต ควรปรึกษาความเห็นจากกุมารแพทย์เท่านั้น
คำถาม: สตรีมีครรภ์สามารถรับประทานอาหารเสริมเพื่อบำรุงครรภ์ได้เหมือนคนทั่วไปหรือไม่
คำตอบ: สตรีมีครรภ์จำเป็นต้องได้รับสารอาหารบางชนิดเพิ่มขึ้น เช่น กรดโฟลิกและธาตุเหล็ก แต่การได้รับสารอาหารเสริมเหล่านั้นต้องอยู่ภายใต้การดูแลและสั่งจ่ายโดยแพทย์ฝากครรภ์เท่านั้น การซื้ออาหารเสริมทั่วไปมาทานเองอาจมีส่วนผสมของวิตามินเอในปริมาณสูง ซึ่งส่งผลให้ทารกในครรภ์เกิดความพิการแต่กำเนิดได้
คำถาม: คอลลาเจนผงที่โฆษณาว่าช่วยลดริ้วรอยได้อย่างรวดเร็ว แท้จริงแล้วได้ผลดีจริงไหม
คำตอบ: เมื่อรับประทานคอลลาเจนเข้าสู่ร่างกาย ระบบย่อยอาหารจะย่อยคอลลาเจนให้กลายเป็นกรดอะมิโนหน่วยย่อยๆ ก่อนที่จะดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือด ซึ่งร่างกายจะนำกรดอะมิโนเหล่านี้ไปใช้ในส่วนที่จำเป็นที่สุดก่อน เช่น การซ่อมแซมกล้ามเนื้อหรือข้อต่อ จึงไม่สามารถการันตีได้ว่าคอลลาเจนที่ทานเข้าไปจะมุ่งตรงไปบำรุงผิวพรรณตามที่โฆษณาไว้
คำถาม: หากหยุดรับประทานอาหารเสริมทันทีหลังจากทานมาเป็นเวลานาน จะเกิดผลกระทบต่อร่างกายอย่างไรบ้าง
คำตอบ: โดยทั่วไปแล้วการหยุดทานอาหารเสริมจะไม่ทำให้เกิดอาการลงแดงหรือเอฟเฟกต์รุนแรง เว้นแต่กรณีที่ร่างกายเคยชินกับการได้รับสารนั้นๆ ในปริมาณสูง สมองอาจต้องใช้เวลาปรับตัวเล็กน้อย สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือร่างกายจะกลับคืนสู่สภาวะเดิมก่อนการทาน หากสารอาหารจากมื้อหลักไม่เพียงพอ อาการขาดสารอาหารเดิมๆ ก็อาจจะกลับมา
คำถาม: การทานอาหารเสริมทดแทนการทานผักและผลไม้สดในคนที่ไม่ชอบกินผัก ให้ผลลัพธ์เท่ากันหรือไม่
คำตอบ: ไม่สามารถทดแทนกันได้ ผักและผลไม้สดมีเส้นใยอาหาร (Fiber) สารต้านอนุมูลอิสระหลากหลายชนิด และเอนไซม์ธรรมชาติที่ทำงานร่วมกันในการส่งเสริมระบบขับถ่ายและระบบภูมิคุ้มกัน ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่สามารถสังเคราะห์หรืออัดเม็ดให้อยู่ในรูปแบบของอาหารเสริมได้อย่างครบถ้วน การทานอาหารเสริมผักอัดเม็ดจึงได้ประโยชน์น้อยกว่าการทานผักสดอย่างมาก
คำถาม: ผลิตภัณฑ์ดีท็อกซ์ลำไส้ที่ช่วยให้ขับถ่ายสารพิษและลดน้ำหนัก มีความจำเป็นต้องทานหรือไม่
คำตอบ: ร่างกายมนุษย์มีระบบกำจัดสารพิษที่มีประสิทธิภาพสูงอยู่แล้วผ่านทางตับ ไต และระบบขับถ่ายตามธรรมชาติ ผลิตภัณฑ์ดีท็อกซ์ส่วนใหญ่มักผสมยาระบายหลากชนิด ซึ่งหากรับประทานติดต่อกันเป็นเวลานานจะส่งผลให้ลำไส้เกิดความเคยชินจนไม่สามารถขับถ่ายเองได้ตามปกติ และทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำและเกลือแร่จนเกิดอันตราย